Archive for the ‘ มุมรอบรู้ ’ Category

การขัดผิว (Body Scrub )

การขัดผิว Body Scrub


โดยปกติ เซลล์ผิวชั้นนอกของเคนเราใจแต่ละแห่งของร่างกายมีวงจรการหลุดลอกเองไม่เท่ากัน การอาบน้ำทำความสะอาดผิวเพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอที่จะขจัดเซลล์ที่เสื่อมสภาพหรือเซลล์ที่ตายแล้วกลายเป็นขี้ไคลได้อย่างทั่วถึง การขัดผิวกาย ไม่เพียงแต่เป็นการช่วยขจัดคราบเซลล์เสื่อมสภาพ ทำให้เผยเซลล์ผิวใหม่ที่แข็งแรงและอ่อนเยาว์กว่าเร็วขึ้น ทำให้ผิวแลดูสดใส แต่ยังช่วงเร่งกระบวนการผลัดเซลล์ผิวของร่างกายให้ทำงานอย่างเต็มที่ และช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตอีกด้วย

ประโยชน์ของการขัดผิว

  1. ขจัดเซลล์ผิวหนังเก่าที่ตายแล้ว เพื่อเผยผิวใหม่ที่มีความเนียนนุ่มและชุ่มชื่น ดูเปล่งปลั่ง ผุดผ่อง
  2. ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต
  3. ช่วยขจัดสารพิษให้ออกจากร่างกาย

บุคคลที่ไม่ควรทำการขัดผิว

คนที่มีผิวอักเสบ เป็นสิวและเป็นตุ่มหนอง โดยเฉพาะบริเวณที่หนองกำลังจะแตก หรือแตกแล้วเนื่องจากผิวอยู่ในสภาวะที่อ่อนแอ เชื้อโรคยังคงฝังตัวอยู่ด้านใน หากยังทำการขัดผิวผลที่ได้คือ จะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการติดเชื้อมากยิ่งขึ้นและอาจลุกลามไปยังผิวหนังบริเวณอื่น

ข้อควรระวังในการขัดผิว

  1. ควรขัดสัปดาห์ละ 1-2 ครั้งถ้าขัดมากเกินไปจะทำให้เกิดการกระตุ้นที่ผิวและระคายเคืองต่อผิว
  2. ผลิตภัณฑ์ในการขัดที่ดีควรจะละเอียดและเล็ก จึงจะช่วยขัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดออกมาอย่างนุ่มนวล
  3. ในระหว่างการขัดบริเวณรักแร้และหน้าอกควรขัดอย่างระมัดระวังโดยเฉพาะบริเวณรักแร้เป็นที่ผ่านของเส้นเลือดและเส้นประสาทอีกทั้งยังเป็นจุดที่บอกบางอาจเกิดอาการอักเสบหรือแพ้ได้
  4. ข้อสำคัญหลังการขัดผิวเสร็จเรียบร้อย แล้วควรทาโลชั่นหรือมอยส์เจอร์ไรเซอร์ทันทีและไม่ควรถูกแสงแดดที่แรงจัด เพราะผิวหลังจากขัดจะอ่อนบางจึงอาจจะทำให้ผิวคล้ำลงไปได้
Advertisements

The Royal Ayurvedic Massage

การนวดแบบอายุรเวท

การนวดบำบัดแบบอายุรเวท  เป็นศาสตร์การนวดของอินเดีย ประกอบไปด้วยการนวดตัวด้วยน้ำมันอุ่น  โดยใช้น้ำมันที่มี       ส่วนผสมของสมุนไพร ที่ตรงกับธาตุเจ้าเรือนของแต่ละคนในการปรับสมดุลของทั้งร่างกายและจิตใจ  เป็นการนวดที่เน้นการลูบ เพื่อปรับพลังงานภายใน  รวมทั้งการนวดกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต รวมทั้งการหยดน้ำมันอุ่น(ชิโร่ฮาร่า) บนจุดจักระ “ตาที่สาม” ระหว่างคิ้วกลางหน้าผาก และนวดศรีษะ เพื่อสร้างสมดุลของต่อมฮอร์โมน ทำให้จิตใจสงบ เหมาะสำหรับทุกวัย และผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับอารมณ์ จิตใจ และความเครียดได้เป็นอย่างดี

The Royal Stone Therapy


การนวดบำบัดด้วยหินร้อน

การนวดบำบัดด้วยหินร้อน  หินที่นำมาใช้ในการบำบัดจะเป็นหินลาวานำมาจากภูเขาไฟ ซึ้งอุดมไปด้วยธาตุเหล็กที่สามารถเก็บอุณหภูมิได้ดี  อุณหภูมิที่เหมาะสมของหินร้อนที่ใช้ในการนวดคือ  50 องศาเซลเซียส  ซึ้งจะใช้หินที่มีขนาดแต่งต่างกัน  ขึ้นอยู่กับการใช้นวดส่วนใดของร่างกาย  รวมทั้งการวางไว้ตามจุดที่กักเก็บพลังงานของร่างกาย  เช่น แนวกระดูกสันหลัง ฝ่ามือ และจุดจักระบริเวณท้องถึงหน้าอก  การนวดบำบัดด้วยหินร้อนจะผ่อนคลายกล้ามเนื้อ กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต และระบบน้ำเหลืองทำให้การขับสารพิษในร่างกายเป็นไปด้วยดี


การสระผมสามารถกระตุ้นโลหิตไหลเวียนได้

แค่การสระผมเพื่อขจัดสิ่งสกปรกพร้อมการนวดคลึงหนังศีรษะก็สามารถกระตุ้นการ ไหลเวียนของโลหิตบริเวณศีรษะได้ ซึ่งสามารถสัมผัสผลลัพธ์เหล่านั้นได้จากความรู้สึกโล่งสบายศีรษะ บ้างก็ช่วยคลายอาการปวดศีรษะได้

สำหรับวิธีกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตดังกล่าว มีเทคนิคเพียงเล็กน้อย

โดยหลังจากการชโลมให้เส้นผมและหนังศีรษะเปียกชุ่ม ใส่แชมพูหรือครีมนวดบำรุงแล้ว ให้ใช้นิ้วนวดวนเป็นวงกลม ๆ ตั้งแต่บริเวณหน้าผาก นวดวนเลื่อนไปให้เลยเข้าแนวเส้นผม

ต่อด้วยการ วางอุ้งมือทั้งสองข้างที่หนังศีรษะในตำแหน่งเหนือใบหู แล้วใช้อุ้งมือยกหนังศีรษะขึ้น จากนั้นนวดเป็นวงกลมให้ทั่วศีรษะสักครู่ แล้วล้างแชมพูหรือครีมนวดออกด้วยน้ำเย็น

อยากรู้ว่าการกระตุ้นการ ไหลเวียนโลหิตบริเวณหนังศีรษะด้วยการนวดอย่างมีเทคนิคให้ความรู้สึกผ่อนคลาย ได้เพียงใด ลองนำวิธีที่นำมาบอกกล่าวไปทดลองปฏิบัติด้วยตนเองดู

Facebook | The Royal Spa การนวดแผนไทย

Facebook | The Royal Spa.

นวดแผนไทย ( Thai Massage )

นวด แผนไทย ( Thai Spa ) เป็นกระบวนการดูแลสุขภาพอย่างหนึ่ง โดยอาศัยการสัมผัสอย่างมีหลักการ ประกอบกับบรรยากาศที่ร่มรื่น เป็นธรรมชาติของสถานที่ ทั้งนี้สามารถแบ่งรูปแบบการนวดได้เป็น

นวดผ่อนคลาย ( Relax Massage )

การ นวดผ่อนคลาย เป็นการนวดที่ถูกสุขลักษณะตามแบบฉบับของแผนไทยโบราณ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อร่างกาย และจิตใจ คือตั้งแต่ทำให้เกิดการไหลเวียนของเลือดลม คลายกล้ามเนื้อที่ตึงล้า รักษาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย คลายเครียด เคล็ดขัดยอก ช่วยให้สุขภาพ กระปรี้กระเปร่า จิตใจผ่อนคลาย

นวดจับเส้น

การนวดเพื่อบำบัดอาการปวดเมื่อยเฉพาะจุด หรือตามข้อต่อ การยึดติดของพังผืดของร่างกายให้ทุเลา

นวดน้ำมัน

การ นวดร่างกายโดยใช้น้ำมันที่สกัดจากธรรมชาติที่บริสุทธิ์ เช่น โจโจบา อัลมอนด์ พร้อมกลิ่นหอมจากธรรมชาติ ช่วยให้สดชื่น คลายเครียดด้วยกลิ่นหอมเฉพาะทางที่ใช้ในการบำบัดอาการให้เบาบางลง เช่น อาการนอนไม่หลับ อาการเครียด หดหู่ นอกจากนี้น้ำมันบริสุทธิ์ยังช่วยบำรุงผิว และกระชับรูปร่างไม่ให้กล้ามเนื้อหย่อนยาน ช่วยสลายไขมันไม่ให้สะสมตามที่ต่างๆ ของร่างกาย และความร้อนของน้ำมันที่เกิดจากการนวดจะซึมซาบลึกเข้าไปผิวหนัง และกล้ามเนื้อช่วยให้รู้สึกเบาสบายตัว

นวดฝ่าเท้า/นวดเท้า

การ นวดฝ่าเท้า นวดเท้า เป็นการปรับสมดุลในร่างกาย เนื่องจากมีจุดสะท้อนของอวัยวะภายในร่างกายที่ฝ่าเท้า และเท้า การนวดฝ่าเท้า และเท้า จึงเป็นการช่วยให้ระบบการไหวเวียนไปยังอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายได้ดีขึ้น ส่งผลให้มีการขับถ่ายของเสียออกจากเซลล์ ปรับสภาวะสมดุลของร่างกายทำให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้น

นวดสปอร์ท

การ นวดคลายกล้ามเนื้อที่บาดเจ็บเนื่องจากการออกกำลังกายหักโหมจนเกินไป ทำให้เกิดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อเฉพาะส่วน หรืออาการล้าตามกล้ามเนื้อ ทำให้เกิดตระคริว

มะตูม สมุนไพรเพื่อสุขภาพ ตามฉบับ The Royal Spa

หากใครเป็น Member Spa หรือเคยมา The Royal Spa, Phuket จะเห็นว่าแผนกตอนรับจะเสริฟน้ำมะตูมเย็นๆเป็นอันดับแรก ทราบหรือไม่ครับว่า น้ำมะตูม มีคุณสมบัติอะไรบ้าง วันนี้เราจะมาเล่าให้ฟัง

สมุนไพรเป็นสิ่งมหัศจรรย์จากธรรมชาติ ที่บรรพบุรุษไทยของเราใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านศึกษาอย่างชาญฉลาด จนนำไปสู่การปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อช่วยในการดูแลสุขภาพกาย-ใจ อย่าง น้ำมะตูม เครื่องดื่มประจำครอบครัวของคนไทยมาตั้งแต่ยุคโบราณกาลที่มีสรรพคุณทางยา และมีคุณประโยชน์ทางอาหารมากมาย จึงถือได้ว่า มะตูม เป็นพืชสมุนไพรยอดฮิตชนิดหนึ่ง ที่ตลาดสมุนไพรขาดไม่ได้ และผู้บริโภคก็หาซื้อได้ง่าย

มะตูมเป็นไม้ยืนต้น โดยมีชื่อพื้นเมืองหลายอย่างและใช้เรียกกันแตกต่างไป เช่น ตูม  ตุ่มตัง  กะทันตาเถร (ปัตตานี)  มะปิน (เหนือ) บักตูม หมากตูม (อีสาน)

ลักษณะของมะตูม ผล มีผิวเกลี้ยง เปลือก หนาและแข็ง ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สีเหลือง ในผลมะตูมมีเมล็ดตรงกลางเป็นพู มียางเหนียวใส นำมาใช้เป็นกาวจากธรรมชาติได้ เนื้อมะตูมมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว เวลานำมาต้มเป็นชาจะมีกลิ่นหอมมาก เวลาสุกเนื้อจะนิ่มเป็นสีเหลืองหอมและมีรสหวานด้วย

มะตูมที่เราพบเห็นกันในปัจจุบัน ส่วนมากจะอยู่ในรูปของมะตูมแห้งเป็นแว่นที่มีขายตามร้านยาแผนโบราณ, ร้านขายสมุนไพรเพื่อสุขภาพ สำหรับผู้ที่รักและห่วงใยสุขภาพเท่านั้น ซึ่งนิยมนำมะตูมแว่นมาต้มเป็นน้ำมะตูมที่มีกลิ่นหอม สำหรับดื่มให้ชื่นใจ แก้กระหายน้ำ แถมยังให้คุณค่าอื่น ๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอีกมากมายด้วย เช่น

  • เปลือกของรากและลำต้นของมะตูม สามารถลดไข้ และใช้เป็นยารักษาไข้มาลาเรียในสมัยก่อน ขับลมในลำไส้
  • ราก แก้พิษฝี พิษไข้ รักษาน้ำดี
  • ใบสด แก้ไอ ขับเสมหะ หากมีอาการหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ให้เอาใบมะตูมดิบๆ มาคั้นเอาน้ำเพื่อดื่ม ช่วยบรรเทาอาการไอและเสมหะเรื้อรังลงได้มี
  • ผลมะตูม ผลอ่อนที่มีสีเขียว ใช้เป็นยาเจริญอาหาร ขับลมในท้อง ผลแก่แก้เสมหะ ช่วยย่อยอาหาร และยังสามารถเอาผลสุกมาชงดื่มเป็นยาแก้ร้อนใน หรือ เอามะตูมตากแห้งมาต้มเป็นชาสมุนไพรก็จะได้ผล็อย่างเดียวกัน นอกจากนี้ ผลดิบแห้งยังใช้แก้บิด และแก้ท้องเสียในเด็กได้ด้วย ส่วนผลสุกนั้นกลับเป็นยาระบาย ช่วยย่อยอาหารได้ดีโดยเฉพาะในเด็ก

การดื่มน้ำมะตูมเย็นๆ ยังสามารถทำให้อารมณ์ที่ร้อนรุ่มขุ่นมัวของคุณเย็นลงได้อย่างน่ามหัศจรรย์ พร้อมเติมพลังให้กับร่างกายในยามที่อ่อนล้า คนโบราณยังเชื่ออีกว่าว่า มะตูม เป็นไม้มงคลชนิดหนึ่งที่ควรมีไว้ในบริเวณบ้าน จะสามารถทำให้เกิดกำลังใจ และความมานะพยายามที่จะต่อสู้ฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ในชีวิต นอกจากนี้ มะตูม ยังมีความเกี่ยวข้องกับพิธีกรรม และพิธีมงคลของไทย อย่างเช่น เวลาเข้ากราบบังคมลาพระเจ้าแผ่นดินไปรับราชการ หรือ ศึกษาต่อ ณ ต่างประเทศ ก็จะได้รับพระราชทานใบมะตูมเป็นสิริมงคล งานสมรสพระราชทานคู่บ่าวสาวก็จะมีใบมะตูมทัดหู การทำน้ำมนต์เพื่อสะเดาะเคราะห์ และการครอบครูก็จะใช้ใบมะตูมเป็นองค์ประกอบในพิธี อีกทั้ง มะตูม ยังช่วยป้องกันสิ่งชั่วร้ายต่างๆ ได้อีกด้วย

บันได 5 ขั้น สู่ชีวิตใหม่ ที่มีค่าและเป็นสุข

บันไดขั้นที่ 1 มองตัวเองว่าดีและมีค่าทุกวั
ใน แต่ละวันให้นึกถึงความดี และความโชคดีของตนเอง เริ่มต้นด้วยการตื่นนอนตอนเช้า ให้ยิ้มกับตัวเอง และนึกว่าโชคดีที่ได้ตื่นขึ้นมาแล้ว ให้นึกถึงความดีของตนเอง ที่เคยทำมาแล้วในอดีต (ที่ สามารถนึกได้ง่ายๆ) เช่น เคยทำบุญ เคยช่วยคนที่อ่อนแอกว่า เคยสงเคราะห์สัตว์ ฯลฯ คิดว่าตัวเองดี และมีคุณค่าที่ได้เคยทำสิ่งดีๆ และให้นึกซ้ำๆ จะได้เกิดความเชื่อตามที่นึกนั้น คุณก็จะเกิดความอิ่มเอิบใจ และเชื่อว่าตัวเองมีความดี ความเก่ง ตามความเป็! นจริงในขณะนั้นด้วย คุณจะเกิดความอยากมีชีวิตอยู่ และสร้างสิ่งที่ดีๆ ให้กับชีวิตต่อไป และต้องอวยพรตัวเองเสมอๆ อย่าแช่ง หรือตำหนิตัวเอง และอย่ารอให้คนอื่นมาชื่นชมคุณ ซึ่งมักจะไม่ได้ดั่งใจ หรือได้มาก็ไม่สมใจ

บันไดขั้นที่ 2 มองคนอื่นดี มองโลกในแง่ดี
ขั้น นี้คุณจะต้องมองว่า ทุกๆ คน มีขีดจำกัดของความสามารถ ความดี ความเก่งกันทุกคน ตามความเป็นจริงของเขา ซึ่งไม่เท่ากัน และไม่เหมือนกันเลย ส่วนความไม่ดี หรือไม่เก่งของเขา (ซึ่ง มีกันทุกคน) ปล่อยให้เป็นเรื่องของเขาไป ให้มองเฉพาะส่วนที่ดีของเขาเท่านั้น ถ้าคุณทำได้เช่นนี้ คุณก็จะเป็นคนที่มองอนาคต และชีวิตดี มีความหวังที่ดีในชีวิตตลอดเวลา สองสิ่งนี้ ถ้ าคุณทำเป็นนิสัย คุณจะพบว่า โลกนี้มีสิ่งที่ดีๆ และไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคต่างๆ และท้ายที่สุดก็จะกลายเป็นสุขนิยมทั้งชีวิต

บันไดขั้นที่ 3 ทำวันนี้ให้ดีที่สุด
คือ การอยู่กับปัจจุบัน ทำกิจกรรมในวันนี้และเวลานี้ให้ดีที่สุด ทำได้แค่ไหนเอาแค่นั้น ไม่ทุกข์ร้อน หรือคาดหวังกับผลลัพธ์ของมัน ไม่ว่าจะสมใจ หรือไม่สมใจก็ตาม จงชื่นชมในความตั้งใจ ทำเต็มความสามารถของตนเอง และคิดต่อว่า ในอนาคตจะต้องทำให้ดีกว่านี้ นอกจากนั้น คุณต้องเลิกจดจำ หรือนึกถึงเรื่องที่ไม่ดีที่เกิดกับคุณในอดีต เพราะการจดจำเรื่องราวที่ไม่ดีในอดีต เท่ากับคุณไปสะกิดแผลในใจ และจะทำให้คุณเจ็บป! วดมากยิ่งขึ้น จนส่งผลให้ปัจจุบันคุณไม่มีความสุข และกลัวว่าอนาคตจะเกิดสิ่งที่ไม่ดีซ้ำๆ อีก

บันไดขั้นที่ 4 มีความหวังและเชื่อว่าอนาคตจะดีเสมอ
ความ หวัง ความเชื่อ เกิดจากความคิดถึงบ่อยๆ หรือได้ยินบ่อยๆ จงนึกและบอกกับตัวเองเสมอว่า อนาคตจะดีขึ้นอีกเรื่อยๆ จะส่งผลให้เกิดกำลังใจมากขึ้น อยากพบเห็นสิ่งต่างๆ ที่จะเข้ามาในชีวิตโดยไม่ก! ลัว มีอารมณ์ขัน และไม่จริงจังกับชีวิตมากนัก แต่จะมีความหวังที่ดีๆ ( Good Hope) อยู่เสมอ แต่อย่ามีความคาดหวัง ( Expectation) กับ ชีวิต เพราะถ้าคาดหวังกับชีวิต เรามักจะกลัว หรือกังวลว่าจะไม่ได้ผลลัพธ์ดังความคาดหวัง หรือเมื่อได้มาแล้วก็มักไม่พอใจ จึงอาจทำให้เกิดทุกข์ได้

บันได้ขั้นที่ 5 ปรับปรุงตัวเองเสมอ
โดยปรับปรุง 4 ส่วนที่มีความสำคัญต่อชีวิต คือ

1.การ งาน ให้มีความขยัน อดทน หมั่นหาความรู้ใส่ตัว และกล้าลงมือปฏิบัติในสิ่งที่ควรทำ จะทำให้มีการลงมือทำสิ่งใหม่ๆ ในชีวิตได้เรื่อยๆ และปรากฏเป็นผลงานที่ชัดเจน
2.ครอบ ครัว จะต้องยึดหลักที่เป็นมงคลต่อกันคือ ไม่อิจฉา ไม่ระแวง ไม่แข่งขัน ไม่นอกใจ รู้จักการให้และการอภัย มีน้ำใจ และรู้จักเกรงใจกัน
3.สังคม หมั่นสร้างมิตรเสมอ มีการให้ความสำคัญกัน ให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และพูดจากันแบบปิยะวาจา
4.ตน เอง ต้องมีการพัฒนาตนเองเสมอ มีความภูมิใจตนเองตามความเป็นจริง สามารถให้กำลังใจตัวเองได้ และมีกำลังใจที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงตนเองไปในทางที่ดีขึ้น