การสระผมสามารถกระตุ้นโลหิตไหลเวียนได้

แค่การสระผมเพื่อขจัดสิ่งสกปรกพร้อมการนวดคลึงหนังศีรษะก็สามารถกระตุ้นการ ไหลเวียนของโลหิตบริเวณศีรษะได้ ซึ่งสามารถสัมผัสผลลัพธ์เหล่านั้นได้จากความรู้สึกโล่งสบายศีรษะ บ้างก็ช่วยคลายอาการปวดศีรษะได้

สำหรับวิธีกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตดังกล่าว มีเทคนิคเพียงเล็กน้อย

โดยหลังจากการชโลมให้เส้นผมและหนังศีรษะเปียกชุ่ม ใส่แชมพูหรือครีมนวดบำรุงแล้ว ให้ใช้นิ้วนวดวนเป็นวงกลม ๆ ตั้งแต่บริเวณหน้าผาก นวดวนเลื่อนไปให้เลยเข้าแนวเส้นผม

ต่อด้วยการ วางอุ้งมือทั้งสองข้างที่หนังศีรษะในตำแหน่งเหนือใบหู แล้วใช้อุ้งมือยกหนังศีรษะขึ้น จากนั้นนวดเป็นวงกลมให้ทั่วศีรษะสักครู่ แล้วล้างแชมพูหรือครีมนวดออกด้วยน้ำเย็น

อยากรู้ว่าการกระตุ้นการ ไหลเวียนโลหิตบริเวณหนังศีรษะด้วยการนวดอย่างมีเทคนิคให้ความรู้สึกผ่อนคลาย ได้เพียงใด ลองนำวิธีที่นำมาบอกกล่าวไปทดลองปฏิบัติด้วยตนเองดู

Advertisements

กล้วยหอมบำรุงผิว สูตรสปา

วันนี้รอยัลสปา นำสูตรบำรุงผิวหน้ามาฝากกัน ใครจะคิดว่าในกล้วยหอมซึ่งเป็นผลไม้ที่หาซื้อได้ง่ายๆ มีขายอยู่ทั่วไปจะสามารถนำมาใช้บำรุงผิวหน้าได้ด้วย นั่นก็เป็นเพราะว่าในกล้วยหอมนั้นมีวิตามินที่สามารถนำมาชดเชยน้ำหล่อเลี้ยง ผิวตามธรรมชาติที่ผิวหน้าต้องสูญเสียไปในแต่ละวันได้นั่นเอง

เรามาผสมสูตรบำรุงผิวหน้าจากกล้วยหอมกันดีกว่า ซึ่งต้องมีส่วนผสมต่าง ๆ ดังนี้

กล้วยหอมสุก 1 ผล

น้ำผึ้งแท้ 2 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ

1. นำกล้วยหอมมาบดให้ละเอียด

2. นำน้ำผึ้งมาผสมกับกล้วยบดแล้วคนให้เข้ากัน

3. แต่ถ้าสาวที่มีผิวหน้ามันก็ให้นำน้ำมะนาวคั้น 1 ผล ผสมเพิ่มเติมให้เข้ากัน

4. นำส่วนผสมที่ผสมมาทาให้ทั่วทั้งบริเวณใบหน้าและลำคอ แล้วปล่อยไว้ให้แห้งสนิท

5. จากนั้นจึงล้างออกด้วยน้ำอุ่นก่อน

6. จากนั้นจึงใช้น้ำเย็นล้างตาม แล้วเช็ดหน้าให้แห้ง

คราวนี้คุณก็จะมีสูตรบำรุงผิวหน้าที่ได้มาจากธรรมชาติเอาไว้ใช้บำรุงผิวหน้า รับรองว่าคุณจะรู้สึกมีผิวหน้าที่เนียนนุ่มขึ้นค่ะ

เครดิต http://www.theroyalspa.com

Facebook | The Royal Spa การนวดแผนไทย

Facebook | The Royal Spa.

นวดแผนไทย ( Thai Massage )

นวด แผนไทย ( Thai Spa ) เป็นกระบวนการดูแลสุขภาพอย่างหนึ่ง โดยอาศัยการสัมผัสอย่างมีหลักการ ประกอบกับบรรยากาศที่ร่มรื่น เป็นธรรมชาติของสถานที่ ทั้งนี้สามารถแบ่งรูปแบบการนวดได้เป็น

นวดผ่อนคลาย ( Relax Massage )

การ นวดผ่อนคลาย เป็นการนวดที่ถูกสุขลักษณะตามแบบฉบับของแผนไทยโบราณ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อร่างกาย และจิตใจ คือตั้งแต่ทำให้เกิดการไหลเวียนของเลือดลม คลายกล้ามเนื้อที่ตึงล้า รักษาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย คลายเครียด เคล็ดขัดยอก ช่วยให้สุขภาพ กระปรี้กระเปร่า จิตใจผ่อนคลาย

นวดจับเส้น

การนวดเพื่อบำบัดอาการปวดเมื่อยเฉพาะจุด หรือตามข้อต่อ การยึดติดของพังผืดของร่างกายให้ทุเลา

นวดน้ำมัน

การ นวดร่างกายโดยใช้น้ำมันที่สกัดจากธรรมชาติที่บริสุทธิ์ เช่น โจโจบา อัลมอนด์ พร้อมกลิ่นหอมจากธรรมชาติ ช่วยให้สดชื่น คลายเครียดด้วยกลิ่นหอมเฉพาะทางที่ใช้ในการบำบัดอาการให้เบาบางลง เช่น อาการนอนไม่หลับ อาการเครียด หดหู่ นอกจากนี้น้ำมันบริสุทธิ์ยังช่วยบำรุงผิว และกระชับรูปร่างไม่ให้กล้ามเนื้อหย่อนยาน ช่วยสลายไขมันไม่ให้สะสมตามที่ต่างๆ ของร่างกาย และความร้อนของน้ำมันที่เกิดจากการนวดจะซึมซาบลึกเข้าไปผิวหนัง และกล้ามเนื้อช่วยให้รู้สึกเบาสบายตัว

นวดฝ่าเท้า/นวดเท้า

การ นวดฝ่าเท้า นวดเท้า เป็นการปรับสมดุลในร่างกาย เนื่องจากมีจุดสะท้อนของอวัยวะภายในร่างกายที่ฝ่าเท้า และเท้า การนวดฝ่าเท้า และเท้า จึงเป็นการช่วยให้ระบบการไหวเวียนไปยังอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายได้ดีขึ้น ส่งผลให้มีการขับถ่ายของเสียออกจากเซลล์ ปรับสภาวะสมดุลของร่างกายทำให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้น

นวดสปอร์ท

การ นวดคลายกล้ามเนื้อที่บาดเจ็บเนื่องจากการออกกำลังกายหักโหมจนเกินไป ทำให้เกิดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อเฉพาะส่วน หรืออาการล้าตามกล้ามเนื้อ ทำให้เกิดตระคริว

มะตูม สมุนไพรเพื่อสุขภาพ ตามฉบับ The Royal Spa

หากใครเป็น Member Spa หรือเคยมา The Royal Spa, Phuket จะเห็นว่าแผนกตอนรับจะเสริฟน้ำมะตูมเย็นๆเป็นอันดับแรก ทราบหรือไม่ครับว่า น้ำมะตูม มีคุณสมบัติอะไรบ้าง วันนี้เราจะมาเล่าให้ฟัง

สมุนไพรเป็นสิ่งมหัศจรรย์จากธรรมชาติ ที่บรรพบุรุษไทยของเราใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านศึกษาอย่างชาญฉลาด จนนำไปสู่การปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อช่วยในการดูแลสุขภาพกาย-ใจ อย่าง น้ำมะตูม เครื่องดื่มประจำครอบครัวของคนไทยมาตั้งแต่ยุคโบราณกาลที่มีสรรพคุณทางยา และมีคุณประโยชน์ทางอาหารมากมาย จึงถือได้ว่า มะตูม เป็นพืชสมุนไพรยอดฮิตชนิดหนึ่ง ที่ตลาดสมุนไพรขาดไม่ได้ และผู้บริโภคก็หาซื้อได้ง่าย

มะตูมเป็นไม้ยืนต้น โดยมีชื่อพื้นเมืองหลายอย่างและใช้เรียกกันแตกต่างไป เช่น ตูม  ตุ่มตัง  กะทันตาเถร (ปัตตานี)  มะปิน (เหนือ) บักตูม หมากตูม (อีสาน)

ลักษณะของมะตูม ผล มีผิวเกลี้ยง เปลือก หนาและแข็ง ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สีเหลือง ในผลมะตูมมีเมล็ดตรงกลางเป็นพู มียางเหนียวใส นำมาใช้เป็นกาวจากธรรมชาติได้ เนื้อมะตูมมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว เวลานำมาต้มเป็นชาจะมีกลิ่นหอมมาก เวลาสุกเนื้อจะนิ่มเป็นสีเหลืองหอมและมีรสหวานด้วย

มะตูมที่เราพบเห็นกันในปัจจุบัน ส่วนมากจะอยู่ในรูปของมะตูมแห้งเป็นแว่นที่มีขายตามร้านยาแผนโบราณ, ร้านขายสมุนไพรเพื่อสุขภาพ สำหรับผู้ที่รักและห่วงใยสุขภาพเท่านั้น ซึ่งนิยมนำมะตูมแว่นมาต้มเป็นน้ำมะตูมที่มีกลิ่นหอม สำหรับดื่มให้ชื่นใจ แก้กระหายน้ำ แถมยังให้คุณค่าอื่น ๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอีกมากมายด้วย เช่น

  • เปลือกของรากและลำต้นของมะตูม สามารถลดไข้ และใช้เป็นยารักษาไข้มาลาเรียในสมัยก่อน ขับลมในลำไส้
  • ราก แก้พิษฝี พิษไข้ รักษาน้ำดี
  • ใบสด แก้ไอ ขับเสมหะ หากมีอาการหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ให้เอาใบมะตูมดิบๆ มาคั้นเอาน้ำเพื่อดื่ม ช่วยบรรเทาอาการไอและเสมหะเรื้อรังลงได้มี
  • ผลมะตูม ผลอ่อนที่มีสีเขียว ใช้เป็นยาเจริญอาหาร ขับลมในท้อง ผลแก่แก้เสมหะ ช่วยย่อยอาหาร และยังสามารถเอาผลสุกมาชงดื่มเป็นยาแก้ร้อนใน หรือ เอามะตูมตากแห้งมาต้มเป็นชาสมุนไพรก็จะได้ผล็อย่างเดียวกัน นอกจากนี้ ผลดิบแห้งยังใช้แก้บิด และแก้ท้องเสียในเด็กได้ด้วย ส่วนผลสุกนั้นกลับเป็นยาระบาย ช่วยย่อยอาหารได้ดีโดยเฉพาะในเด็ก

การดื่มน้ำมะตูมเย็นๆ ยังสามารถทำให้อารมณ์ที่ร้อนรุ่มขุ่นมัวของคุณเย็นลงได้อย่างน่ามหัศจรรย์ พร้อมเติมพลังให้กับร่างกายในยามที่อ่อนล้า คนโบราณยังเชื่ออีกว่าว่า มะตูม เป็นไม้มงคลชนิดหนึ่งที่ควรมีไว้ในบริเวณบ้าน จะสามารถทำให้เกิดกำลังใจ และความมานะพยายามที่จะต่อสู้ฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ในชีวิต นอกจากนี้ มะตูม ยังมีความเกี่ยวข้องกับพิธีกรรม และพิธีมงคลของไทย อย่างเช่น เวลาเข้ากราบบังคมลาพระเจ้าแผ่นดินไปรับราชการ หรือ ศึกษาต่อ ณ ต่างประเทศ ก็จะได้รับพระราชทานใบมะตูมเป็นสิริมงคล งานสมรสพระราชทานคู่บ่าวสาวก็จะมีใบมะตูมทัดหู การทำน้ำมนต์เพื่อสะเดาะเคราะห์ และการครอบครูก็จะใช้ใบมะตูมเป็นองค์ประกอบในพิธี อีกทั้ง มะตูม ยังช่วยป้องกันสิ่งชั่วร้ายต่างๆ ได้อีกด้วย

ความรู้จากแพทย์จีน

อาจารย์ท่านแนะนำเคล็ดลับไว้ 12 ข้อดังต่อไปนี้…
1. หวีผมบ่อยๆ:
หวีผมเบาๆ บ่อยหน่อยช่วยให้ตาสว่าง และรากผมแข็งแรง (ใช้หวีซี่ห่างหน่อย
แปรงเบาหน่อย เพื่อกันผมหลุด)

2.
ถูใบหน้าบ่อยๆ:
ล้างมือด้วยสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ให้สะอาดก่อน หลังจากนั้นใช้ฝ่ามือ 2
ข้างถูหน้าเบาๆ บ่อยหน่อยเพื่อกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ใบหน้าเปล่งปลั่ง

3.
เคลื่อนไหวดวงตาบ่อยๆ:
ให้มองไกล-มองใกล้ มองข้างนอก-ข้างใน มองบน-มองล่าง หลีกเลี่ยงการมอง
หรือจ้องอะไรนานๆโดยเฉพาะคนที่ทำงานคอมพิวเตอร์ควรพักสายตาด้วยการมองไกลอย่างน้อยทุกชั่วโมง

4.
กระตุ้นใบหูบ่อยๆ:
การดึงหู ดีดหู บีบหู ถูใบหูเบาๆ บ่อยหน่อย ช่วยบำรุงตานเถียน(จุดฝังเข็ม)
ซึ่ง เป็นตำแหน่งที่เก็บพลังงานของร่างกาย(ใต้สะดือ) สัมพันธ์กับไต ซึ่งเปิดทวารที่หู ทำให้แรงดี ป้องกันเสียงดังในหู หูตึง และอาการเวียนหัว

5.
ขบฟันบ่อยๆ:
ขบฟันเบาๆ บ่อยหน่อย(ไม่ใช่ขบแรงดังกรอดๆ) ช่วยให้ฟันแข็งแรง
และกระตุ้นการหลั่งน้ำย่อย

6.
ใช้ลิ้นดุนเพดานปากบ่อยๆ:
การใช้ปลายลิ้นกระตุ้นเพดานบนด้านหน้าเป็นการกระตุ้นจุดฝังเข็ม
เพื่อ เชื่อมพลังลมปราณตู๋และเยิ่น ซึ่งเป็นเส้นควบคุมแนวกลางลำตัวส่วนหลัง และส่วนหน้าร่างกาย ทำให้เกิดการกระตุ้นการหลั่งสารน้ำ และน้ำลาย

7.
กลืนน้ำลายบ่อยๆ:
การกลืนน้ำลายบ่อยๆ ช่วยกระตุ้นพลังบริเวณคอหอย และกระตุ้นการย่อยอาหาร

8..
หมั่นขับของเสีย:
หมั่นขับของเสีย โดยเฉพาะดื่มน้ำให้พอ กินอาหารที่มีเส้นใย ออกกำลัง
เพื่อป้องกันท้องผูก เมื่อปวดปัสสาวะหรืออุจจาระให้ถ่ายทันที อย่ารอโดยไม่จำเป็น
การทิ้งของเสียไว้ในร่างกายนานเกินทำให้เกิดสารพิษ และการดูดซึม
สารพิษ (กลับเข้าสู่ร่างกาย) มากขึ้น ทำให้ป่วยง่าย

9.
ถูหรือนวดท้องบ่อยๆ:
ให้นวดท้องตามเข็มนาฬิกาเบาๆ เพื่อช่วยให้การขับถ่ายของเสียดีขึ้น

10.
ขมิบก้นบ่อยๆ:
การขมิบก้นบ่อยๆ ช่วยป้องกันริดสีดวงทวาร และท้องผูก

11.
เคลื่อนไหวทุกข้อ:
การอยู่นิ่งๆ หรืออยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานเกินไป ทำให้เกิดโรคได้ง่าย
ควรเคลื่อนไหวข้อต่างๆ ให้ครบทุกข้อกวัน ฝึกฝนการใช้กล้ามเนื้อและข้อให้สมดุล เช่น การฝึกชี่กง ไท้เก้ก โยคะ ฯลฯ

12.
ถูผิวหนังบ่อยๆ:
ใช้ฝ่ามือถูตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย คล้ายกับการถูตัวเวลาอาบน้ำ
มีส่วนช่วยให้เลือดและพลังไหล เวียนดี

เรียนเชิญท่านผู้อ่านลองนำไปปฏิบัติดู เพื่อสุขภาพ พลัง และลมปราณที่ดีไปนานๆ
ครับ…
ท่าน อาจารย์นายแพทย์ภาสกิจ(วิทวัส) วัณนาวิบูล อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแพทย์แผนจีน แนะนำเคล็ดลับการดูแลสุขภาพ ตามศาสตร์แพทย์แผนจีนว่า

อาหาร
10 อย่างที่ไม่ควรกินมากเกินนำแนวคิดศาสตร์แพทย์แผนจีนมาวิเคราะห์โดยใช้หลักแพทย์แผนปัจจุบันประกอบ…

อาหารที่ไม่ควรกินมากเกิน หรือบ่อยเกินได้แก่…

1.
ไข่เยี่ยวม้า:
ไข่เยี่ยวม้ามีตะกั่วค่อนข้างสูง ตะกั่วทำให้การดูดซึมแคลเซียมน้อยลง กินบ่อยๆ
จะเสี่ยงโรคกระดูกโปร่งบาง และอาจได้รับพิษตะกั่วเช่น สมองเสื่อม เป็นหมัน ฯลฯ
2.
ปาท่องโก๋:
กระบวน การทำปาท่องโก๋มีการใช้สารส้ม ซึ่งมีตะกั่วปนเปื้อน ตะกั่วทำให้ไตทำงานหนักในการขับสารนี้ออกไป นอกจากนั้นยังทำให้คอแห้ง เจ็บคอง่าย โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคร้อนในได้ง่าย
3.
เนื้อย่าง:
กระบวนการรมไฟ ย่างไฟทำให้เกิดสารเบนโซไพรีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง
4.
ผักดอง:
ผักดอง และของหมักเกลือทำให้ร่างกายได้รับเกลือโซเดียมสูง ถ้ากินบ่อยเกิน
หรือมากเกินจะทำให้หัวใจทำงานหนัก เกิดความดันเลือดสูงและโรคหัวใจได้ง่าย
นอกจากนั้นกระบวนการหมักดองยังทำให้เกิด สารแอมโมเนียมไนไตรด์ ซึ่งเป็นสาร ก่อมะเร็ง
5.
ตับหมู:
ตับ หมูมีโคเลสเตอรอลสูง การกินตับหมูบ่อยเกิน หรือมากเกินทำให้เสี่ยงต่อโรคหัวใจ เส้นเลือดสมอง(อัมพฤกษ์-อัมพาต) และโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น
6.
ผักขม ปวยเล้ง:
ผักขมและปวยเล้งมีสารอาหารสูง ทว่า… มีกรดออกซาเลตมาก ทำให้เกิดการขับสังกะสี และแคลเซียมออกจากร่างกายมาก การกินบ่อยเกิน
หรือมากเกินอาจทำให้เกิดภาวะขาดแคลเซียม หรือสังกะสีได้
7.
บะหมี่สำเร็จรูป:
บะหมี่สำเร็จรูปมีสารกัดบูด สารแต่งรสค่อนข้างสูง และมีคุณค่าทางอาหารต่ำ
การกินบะหมี่สำเร็จรูปมากเกิน หรือบ่อยเกินอาจทำให้เสี่ยงต่อโรคขาดอาหาร และการสะสมสารพิษได้
8.
เมล็ดทานตะวัน:
เมล็ด ทานตะวันมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง ทว่า… การกินมากเกิน หรือบ่อยเกินอาจทำให้กระบวนการเคมี (metabolism) ในร่างกายผิดปกติ ทำให้เกิดการสะสมไขมันในตับ ภาวะไขมันในตับสูงอาจทำให้เสี่ยงต่อโรคตับ เช่น ตับแข็ง ฯลฯ เพิ่มขึ้น
9.
เต้าหู้หมัก เต้าหู้ยี้:
กระบวนการหมักเต้าหู้อาจมีการปนเปื้อนเชื้อโรคได้ง่าย…
ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อคนสูงอายุ หรือเด็กเล็กได้ นอกจากนี้กระบวนการผลิตยังทำให้เกิดไฮโดรเจนซัลไฟด์  ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย
10.
ผงชูรส:
คนเราไม่ควรกินผงชูรสเกินวันละ 6 กรัม หรือประมาณ 1 ช้อนชา…
การ กินผงชูรสมากเกิน หรือบ่อยเกิน ทำให้เกิดภาวะกรดกลูตามิกในเลือดสูงอาจทำให้ปวดหัว ใจสั่น คลื่นไส้  และมีผลเสียต่ออวัยวะสืบพันธุ์

ทุกงานมีดี อยู่ที่วิธีคิด

ทุกงานมีดี อยู่ที่วิธีคิด

เราทั้งหลายต่างเป็นคนวัยทำงาน ไม่ว่าจะเป็นงานบ้านหรืองานในออฟฟิศ งานสอนหนังสือหรือว่างานราชการ และไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งผู้บริหารระดับจูเนียร์ ผู้ปฏิบัติงานระดับซีเนียร์… เราต่างก็ต้องทำงาน วันเวลาส่วนใหญ่ในชีวิตจึงหมดไปกับการทำงาน

ถ้าเช่นนั้นแล้ว จะมัวกอดกองทุกข์ทำงานไม่มีสุขอยู่ทำไมคะ

การ ทำงานอย่างเป็นสุขได้นั้นไม่ยาก อยู่ที่วิธีคิดและมุมมองของแต่ละคน คิดให้ดีก็มีสุข ทำงานสบายใจไม่เป็นมะเร็งมดลูก… เอ้อ…เกี่ยวกันไหมนี่ ส่วนคนคิดร้าย ทำงานไปโรคภัยก็ถามหา เดี๋ยวปวดหัวเดี๋ยวปวดท้อง โดยไม่มีสาเหตุชัด ที่จริงถ้าลองโดดข้ามอีกฝั่งของความคิด ก็จะได้พบว่าโลกนี้มีมุมดีๆ ให้มองอีกตั้งมากมาย

งานทุกงานนั้นมีดีค่ะ ตรงที่…

ทำให้ได้เงิน
อัน นี้เป็นการคิดแบบง่ายสุด ตื้นสุด แต่ก็ตรงจุดที่สุด และตอบโจทย์การทำมาหากินมากที่สุด แค่รู้ว่าเงินเดือนกำลังจะออก ก็เตรียมรู้สึกโล่งใจว่าจะมีเงินไปชำระค่าบัตรเครดิต และค่าเรียนพิเศษลูก ยิ่งรู้ว่าโบนัสกำลังจะไหลเข้าบัญชีธนาคาร แค่นี้ก็ครึ้มอกครึ้มใจ มีกำลังใจเดินไปดูนาฬิกาข้อมือเรือนแบนฝังเพชร แวะชมโทรศัพท์มือถือรุ่นมีแป้นพิมพ์ดีด ไปลองแหวนพลอยวูบๆ วาบๆ อีกสักวง เฮ้อ…โลกนี้มีอะไรให้อยากได้มากมายจัง.. หรือจะกันไว้เป็นค่าเรียนเต้นแจซของลูก ซื้อทัวร์ให้คุณยายไปทัวร์ไหว้พระเจ็ดวัด เหล่านี้เงินบันดาลได้ไม่ยาก

ทำให้มีสังคม
รู้ กันอยู่ว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม แม้ว่าบางทีจะนึกเบื่อสัตว์อื่นๆ เอ๊ย…มนุษย์คนอื่นๆ จะแย่ แต่คนส่วนมากก็ต้องอิงอาศัยเพื่อนฝูงในสังคม พนักงานออฟฟิศมีสังคมแลกเปลี่ยนกันเรื่องไฮเทคโนโลยี เรื่องกินเรื่องเที่ยว เรื่องลดความอ้วน …บางทีก็เรื่องของชาวบ้าน ส่วนแม่บ้านก็มีสังคมแม่บ้านด้วยกันไว้คุยกันเรื่องเรียนของลูก หรือหาแนวร่วมรวมกลุ่มกันไปเรียนจัดดอกไม้ เขียนลายกระเบื้อง แม่บ้านยังมีสังคมเลยไปถึงแม่ค้าหมูคนคุ้นกันในตลาด ที่มักเก็บกระดูกอ่อนๆ ไว้ให้ลูกค้าเจ้าประจำระดับเซเรเนด ส่วนคนทำงานออนไลน์ก็ได้แลกเปลี่ยนเรื่องเครื่องคอมพ์ หรือโทรศัพท์รุ่นใหม่ งานไหนๆ ก็ทำให้คนเรามีสังคมทั้งนั้นค่ะ

ทำให้ได้ใช้หัวคิด
เรื่อง นี้ได้มาจากกรรมการผู้จัดการบริษัทรับจัดนิทรรศการแห่งหนึ่ง เมื่อลูกน้องบ่นอุบว่าทุ่มเททำงานแทบตายเพื่อร่วมประมูล หวังว่าจะได้งานมาให้บริษัท เพราะนั่นหมายถึงจำนวนเงินมหาศาล ค่าคอมมิชชั่น โบนัสปลายปี และเครดิตของบริษัทด้วย กรรมการผู้จัดการผู้ไม่มีมาดไม่มีฟอร์มใหญ่โต บอกกับลูกน้องว่า “แค่เราได้คิดก็กำไรเท่าไหร่แล้ว” เธอ พูดถูกทีเดียวค่ะ แค่ได้คิด…นี่พูดถึงคนที่ไม่ชอบปล่อยให้สมองฝ่อจนเกินไปนะคะ การได้คิดเป็นการบริหารสมองอย่างดี การได้คิดมีความหมายว่าเรามีอิสระ การได้คิดคือการสนุกได้ไม่มีขอบเขต อย่างนี้จะไม่เรียกว่ากำไรอีกหรือ

ทำให้ได้พัฒนาตนเอง
การ ทำงานซ้ำๆ บางทีก็มีข้อดี คือทำให้เกิดความชำนาญพิเศษ สามารถทำงานนั้นๆ ได้เร็วขึ้น ราบรื่นขึ้น ทุกขณะที่ทำงานได้เร็วและดีขึ้น คือการใช้งานพัฒนาตนเอง ส่วนงานที่ไม่ต้องทำซ้ำจำเจ ก็ทำให้ได้คิดแก้ปัญหาตลอดเวลา นักข่าวที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์หลากหลาย และผู้คนสารพัดแบบ ทำงานด้วยการเตรียมตัว เตรียมประเด็น เตรียมทำการบ้าน หาข้อมูลไม่ซ้ำ ทำให้เป็นคนตื่นตัวรอบรู้ นานไปก็เกิดความชำนาญในการจับประเด็น รู้จักที่จะอ่านผู้คนได้ดีขึ้น ทำให้สามารถตั้งคำถามได้คมคายขึ้น บทสัมภาษณ์ก็สนุกและเป็นประโยชน์ต่อคนอ่านข่าวมากขึ้น นั่นคือได้พัฒนาตนเองไปพร้อมกับคนอ่านข่าวด้วย

ทำให้สังคมประเทศชาติขับเคลื่อนไป
อัน นี้ก็เริ่มคิดให้ไกลออกไปจากตัวอีกนิด ในยุคสมัยที่โลกกำลังหมุนในจังหวะใหม่…กลายเป็นควิกสเตป การทำงานอันขยันขันแข็งของคนในสังคมคือ การสร้างศักยภาพให้กับประเทศชาติ ซึ่งอยู่ในเวทีการแข่งขันกับนานาประเทศ แค่คุณทำงาน ประเทศชาติก็เจริญขึ้นไปอีกหนึ่งก้าว คุณไม่ได้ทำงานเพื่อตนเองและครอบครัวเท่านั้น คุณมีความสำคัญต่อประเทศไทยไม่น้อยเลยนะนี่

ทำให้ชีวิตมีความหมาย
อัน นี้คนเคยอยู่ในภาวะไม่มีงานจะเข้าใจแจ่มแจ้ง คนไม่มีงานทำหรือไม่ได้ทำงาน ทั้งสมองและสองมือจะไม่มีโอกาสได้พัฒนา คนที่ไม่สามารถเลี้ยงตนเองได้ ชีวิตจะไปมีความหมายอะไร…จริงไหม

บันได 5 ขั้น สู่ชีวิตใหม่ ที่มีค่าและเป็นสุข

บันไดขั้นที่ 1 มองตัวเองว่าดีและมีค่าทุกวั
ใน แต่ละวันให้นึกถึงความดี และความโชคดีของตนเอง เริ่มต้นด้วยการตื่นนอนตอนเช้า ให้ยิ้มกับตัวเอง และนึกว่าโชคดีที่ได้ตื่นขึ้นมาแล้ว ให้นึกถึงความดีของตนเอง ที่เคยทำมาแล้วในอดีต (ที่ สามารถนึกได้ง่ายๆ) เช่น เคยทำบุญ เคยช่วยคนที่อ่อนแอกว่า เคยสงเคราะห์สัตว์ ฯลฯ คิดว่าตัวเองดี และมีคุณค่าที่ได้เคยทำสิ่งดีๆ และให้นึกซ้ำๆ จะได้เกิดความเชื่อตามที่นึกนั้น คุณก็จะเกิดความอิ่มเอิบใจ และเชื่อว่าตัวเองมีความดี ความเก่ง ตามความเป็! นจริงในขณะนั้นด้วย คุณจะเกิดความอยากมีชีวิตอยู่ และสร้างสิ่งที่ดีๆ ให้กับชีวิตต่อไป และต้องอวยพรตัวเองเสมอๆ อย่าแช่ง หรือตำหนิตัวเอง และอย่ารอให้คนอื่นมาชื่นชมคุณ ซึ่งมักจะไม่ได้ดั่งใจ หรือได้มาก็ไม่สมใจ

บันไดขั้นที่ 2 มองคนอื่นดี มองโลกในแง่ดี
ขั้น นี้คุณจะต้องมองว่า ทุกๆ คน มีขีดจำกัดของความสามารถ ความดี ความเก่งกันทุกคน ตามความเป็นจริงของเขา ซึ่งไม่เท่ากัน และไม่เหมือนกันเลย ส่วนความไม่ดี หรือไม่เก่งของเขา (ซึ่ง มีกันทุกคน) ปล่อยให้เป็นเรื่องของเขาไป ให้มองเฉพาะส่วนที่ดีของเขาเท่านั้น ถ้าคุณทำได้เช่นนี้ คุณก็จะเป็นคนที่มองอนาคต และชีวิตดี มีความหวังที่ดีในชีวิตตลอดเวลา สองสิ่งนี้ ถ้ าคุณทำเป็นนิสัย คุณจะพบว่า โลกนี้มีสิ่งที่ดีๆ และไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคต่างๆ และท้ายที่สุดก็จะกลายเป็นสุขนิยมทั้งชีวิต

บันไดขั้นที่ 3 ทำวันนี้ให้ดีที่สุด
คือ การอยู่กับปัจจุบัน ทำกิจกรรมในวันนี้และเวลานี้ให้ดีที่สุด ทำได้แค่ไหนเอาแค่นั้น ไม่ทุกข์ร้อน หรือคาดหวังกับผลลัพธ์ของมัน ไม่ว่าจะสมใจ หรือไม่สมใจก็ตาม จงชื่นชมในความตั้งใจ ทำเต็มความสามารถของตนเอง และคิดต่อว่า ในอนาคตจะต้องทำให้ดีกว่านี้ นอกจากนั้น คุณต้องเลิกจดจำ หรือนึกถึงเรื่องที่ไม่ดีที่เกิดกับคุณในอดีต เพราะการจดจำเรื่องราวที่ไม่ดีในอดีต เท่ากับคุณไปสะกิดแผลในใจ และจะทำให้คุณเจ็บป! วดมากยิ่งขึ้น จนส่งผลให้ปัจจุบันคุณไม่มีความสุข และกลัวว่าอนาคตจะเกิดสิ่งที่ไม่ดีซ้ำๆ อีก

บันไดขั้นที่ 4 มีความหวังและเชื่อว่าอนาคตจะดีเสมอ
ความ หวัง ความเชื่อ เกิดจากความคิดถึงบ่อยๆ หรือได้ยินบ่อยๆ จงนึกและบอกกับตัวเองเสมอว่า อนาคตจะดีขึ้นอีกเรื่อยๆ จะส่งผลให้เกิดกำลังใจมากขึ้น อยากพบเห็นสิ่งต่างๆ ที่จะเข้ามาในชีวิตโดยไม่ก! ลัว มีอารมณ์ขัน และไม่จริงจังกับชีวิตมากนัก แต่จะมีความหวังที่ดีๆ ( Good Hope) อยู่เสมอ แต่อย่ามีความคาดหวัง ( Expectation) กับ ชีวิต เพราะถ้าคาดหวังกับชีวิต เรามักจะกลัว หรือกังวลว่าจะไม่ได้ผลลัพธ์ดังความคาดหวัง หรือเมื่อได้มาแล้วก็มักไม่พอใจ จึงอาจทำให้เกิดทุกข์ได้

บันได้ขั้นที่ 5 ปรับปรุงตัวเองเสมอ
โดยปรับปรุง 4 ส่วนที่มีความสำคัญต่อชีวิต คือ

1.การ งาน ให้มีความขยัน อดทน หมั่นหาความรู้ใส่ตัว และกล้าลงมือปฏิบัติในสิ่งที่ควรทำ จะทำให้มีการลงมือทำสิ่งใหม่ๆ ในชีวิตได้เรื่อยๆ และปรากฏเป็นผลงานที่ชัดเจน
2.ครอบ ครัว จะต้องยึดหลักที่เป็นมงคลต่อกันคือ ไม่อิจฉา ไม่ระแวง ไม่แข่งขัน ไม่นอกใจ รู้จักการให้และการอภัย มีน้ำใจ และรู้จักเกรงใจกัน
3.สังคม หมั่นสร้างมิตรเสมอ มีการให้ความสำคัญกัน ให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และพูดจากันแบบปิยะวาจา
4.ตน เอง ต้องมีการพัฒนาตนเองเสมอ มีความภูมิใจตนเองตามความเป็นจริง สามารถให้กำลังใจตัวเองได้ และมีกำลังใจที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงตนเองไปในทางที่ดีขึ้น